|
| ศูนย์ข้อมูลทางพระพุทธศาสนา ** [ คณะผู้จัดทำ ] ** ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี นบ.; ธเนศ อุ่นศิริ นบ. กรรมการบริหารชมรมพุทธศาสน์สภาผู้แทนราษฎร | ||||||||||||||||||||||||
| หลักการในพระพุทธศาสนา อย่าทำชั่ว ทำแต่ความดี ทำจิตใจ ให้ผ่องใส | ||||||||||||||||||||||||
|
พระพุทธภาษิต BUDDHA SAID มาวมญฺเญถ ปาปสฺส น มตฺตํ อาคมิสฺสติ อุทพินฺทุนิปาเตน อุทกุมฺโภปิ ปูรติ อาปูรติ พาโล ปาปสฺส โถถํ โถกมฺปิ อาจินํ . . . ฯ ๑๒๑ ฯ อย่าดูถูกความชั่วเล็กน้อยว่าจะไม่เผล็ดผล น้ำตกจากเวหาทีละหยาด ๆ ยังเต็มตุ่มได้ คนพาลทำความชั่วทีละเล็กละน้อย ก็ย่อมเต็มด้วยความชั่วได้เช่นกัน Despise not evil, Saying 'it will not come to me' Drop by drop, is the water pot filled, Likewise the fool, gathering little by little, Fills himself with evil. มาวมญฺเญถ ปุญฺญสฺส น มตฺตํ อาคมิสฺสติ อุทพินฺทุนิปาเตน อุทกุมฺโภปิ ปูรติ อาปูรติ ธีโร ปุญฺญสฺส โถถํ โถกมฺปิ อาจินํ . . . ฯ ๑๒๒ ฯ อย่าดูถูกบุญว่าเล็กน้อยจักไม่สนองผล น้ำตกจากเวหาทีละหยาด ๆ ยังเต็มตุ่มได้ นักปราชญ์สะสมบุญทีละเล็กละน้อย ย่อมเต็มด้วยบุญได้เช่นกัน Despise not merit, Saying 'it will not come to me' Drop by drop, is the water pot filled, ทางสายเอก บูชาธรรมโดย ธเนศ อุ่นศิริ นบ. คำถามชีวิตในพระพุทธศาสนาได้แก่ Question's of Life in Buddhism? หน้าที่ของคน จุดหมายปลายทาง What is the real purpose of life? เราเกิดมาเพื่ออะไร? Why are we born? ทำจิตให้บริสุทธิ์ We are born to effect spiritual... สมถกรรมฐาน Tranquility Meditation วิปัสสนากรรมฐาน Insight Meditation จุดเด่นพระพุทธศาสนา การปฏิบัติวิปัสสนา สติปัฏกรรมฐาน 4 เอกายมรรค การตั้งอยู่ในศีล โลกียปัญญา โลกุตตรปัญญา Central teaching of Buddha.. มรรค มีองค์ 8 Nibbana หน้าที่ของคน - ทำตนให้พ้นทุกข์.....It is human duty to free ourselves from suffering. ดูกร ท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสารทั้งหลาย ทางคือสติปัฏฐาน 4 นี้ เป็นทางสายเดียวที่เป็นไปพร้อม เพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความเศร้าโศกเสียใจพิไรรำพัน เพื่อดับทุกข์ดับโทมนัส เพื่อบรรลุมรรค ผล นิพพาน ดังนี้ ธ 1 Look, you who understand the danger of life, death, and rebirth, the four foundations of mindfulness is the only way that leads to the purification of beings and the end of all sorrow, suffering, and lamentation. This is the path that leads to nibbana. เราเคยถามตัวเองบ้างหรือไม่ว่า จุดหมายปลายทางที่แท้จริงของชีวิตอยู่ที่ไหน? ตราบใดที่ยังตอบปัญหานี้ไม่ได้ ตราบนั้น เราจะต้องดำเนินชีวิตด้วยความลังเล ไร้จุดหมาย เหมือนคนเดินในที่มืด ไม่เห็นอันตรายแม้ตั้งอยู่เฉพาะหน้า เหมือนนกที่บินวนอยู่ในมหาสมุทรเพราะหาฝั่งไม่พบ Have you ever asked yourself, "What is the real purpose of life? It is our duty as human beings to free ourselves from suffering. Until each of us can answer this question, our lives will be aimless, like one who walks in darkness, unaware of dangers ahead; like a bird circling over the ocean, unable to find land. เราเกิดมาเพื่ออะไร? เราไม่ได้เกิดมา เพื่อแสวงหาความสำเริงสำราญให้กับชีวิตไปวันหนึ่งๆเท่านั้น เราไม่ได้เกิดมา --เพื่อลุ่มหลงมัวเมาอยู่ในรสอร่อยของโลก คือ กิน กาม เกียรติ เราไม่ได้เกิดมา เพื่อเป็นทาสของชีวิต ธ 4 Why are we born? We are not born merely to pass each day searching for happiness. We are not born to merely seek pleasure and enjoymnet, nor are we born for the taste of good food or for sex, or for honor. We are not born to be slaves to this life. เราไม่ได้เกิดมาเพียงเพื่อ ศึกษาเล่าเรียน ทำงานทำการ ตั้งหลักปักฐาน มีครอบมีครัว มีลูกมีเต้า แล้วก็แก่ แล้วก็เจ็บ แล้วก็ตายไป ถ้าเราเกิดมาเพียงเพื่อแค่นั้น ก็เท่ากับว่า เกิดมาเพื่อเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสารเท่านั้น เป็นเหยื่อหนอนไปชาติหนึ่งๆ ไม่พ้นโลกนี้ไปได้ แม้จะมั่งมีเงินทองสักปานใด ก็ไร้ความหมาย ธ 5 Neither are we born for education, occupation, home or family. We are not born only to grow old, get sick, and die. If we were born for these things, it would mean that we are born merely to repeat the cycle of birth, sickness, old age and death, to be food for worms. Money and wealth cannot save us from this aimless wandering. แต่เราเกิดมา เพื่อที่จะปลดเปลื้องพันธนาการ โซ่ตรวน เครื่องร้อยรัดที่ผูกมัดจิตใจของเราไว้ ไปสู่ความเป็นอิสระ เพื่อปลดปล่อยตัวเองให้พ้นจากอำนาจ ความครอบงำของกิเลส ตัณหา เพื่อพัฒนาชีวิตและจิตวิญญาณให้สูงขึ้น เจริญขึ้นสู่ฐานะอันสูงสุดเท่าที่จะขึ้นถึงได้ นั่นคือ การทำจิตให้บริสุทธิ์ ข้ามแดนแห่งความมืดมนต์ของชีวิต เพื่อเข้าถึงจุดจบของชีวิต ที่สุดแห่งทุกข์ พระนิพพาน ธ 6 We are born to release ourselves from the chains which bind us. We are born to release ourselves from the bondage of desire. We are born to effect spiritual improvement, to purify our minds as much as we can, and to pass through the darkness of life's delusions. We are born to stop birth, end suffering, and reach nibbana. พระพุทธวจนะ... นิพพานก็มีอยู่ เราผู้ชี้ทางไปนิพพานก็มีอยู่ ถ้าเธอไม่เดิน แล้วเธอจะถึงนิพพานได้อย่างไร? ธ 7 The Buddha said: Nibbana exists. The way to nibbana exists. The one who shows the way exists. If you do not strive, how can you reach nibbana? ธรรมชาติใดที่ทำจิตให้สงบระงับจากนิวรณ์ ธรรมชาตินั้นชื่อว่า สมถกรรมฐาน ธรรมชาติใด ที่ทำให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริง ใน สภาวธรรมคือรูปนามว่า เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ธรรมชาตินั้นชื่อว่า วิปัสสนากรรมฐาน Dharma that leads the mind from hindrances, that Dharma is called mind tranquility. Dharma that leads to intuition in matters that they are impermanent, is called insight. นิพพาน ดูกรอานนท์ จะถือเอาความรู้และความไม่รู้ เป็นประมาณทีเดียวไม่ได้ ต้องถือเอาการละกิเลสได้เป็นประมาณ เพราะว่า ผู้ที่จะถึงพระนิพพานต้องอาศัยการละกิเลสโดยส่วนเดียว เมื่อละกิเลสได้แล้ว ก็ย่อมถึงพระนิพพานได้. Nibbana. Ananda, not knowledge nor ignorance can be used as measurement, but the defilement abandon. As the one who reaches Nibbana needs only defilement abandon. After having abandoned defilements, one can reach Nibbana. โลกเราทุกวันนี้ ยังมีความเร่าร้อนวุ่นวายสับสน ยังหนีสิ่งชั่วซึ่งมีมาแต่เดิมไปไม่พ้น การดูถูกดูหมิ่น การอิจฉาริษยา การเบียดเบียนกันการทรยศหักหลัง การเอาเปรียบ การคดโกงกัน การทะเลาะวิวาท ตลอดจนการรบราฆ่าฟันกัน ยังคงมีอยู่ในหมู่มนุษย์ทั่วไป ความชั่วทั้งหลายเหล่านี้ ธรรมชาติมิได้ก่อขึ้นเลย แต่มนุษย์นั่งเองเป็นผู้ก่อ บรรดาศาสดาของลัทธิและศาสนาต่างๆ พยายามคิดค้นและวางหลักไว้สำหรับมนุษย์ปฎิบัติ เพื่อสร้างความสันติสุขใหแก่โลก โดยให้มนุษย์ทำแต่ความดี ให้ละเว้นความชั่ว The world today is chaotic, unable to escape long-lived evils. Jealousy, betrayal, exploitation, cheating, quarrels, and war are generally unwholesome. Nature did not create these things; human beings did. Religions leaders have tried to establish principles and practices which will allow peace to prevail in the world. People are to do good and refrain from evil. p 1 จุดเด่นของพระพุทธศาสนา วิธีชำระจิตให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้วนี้ ไม่มีในคำสอนของศาสนาใดๆในโลก มีแต่เฉพาะในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ตามหลักของพระพุทธศาสนา จิตของมนุษย์ทุกคนโดยธรรมชาติไม่บริสุทธิ์ย่อมเกรอะกรังด้วยกิเลสคือสิ่งที่ทำให้จิตใจเศร้าหมองสามประการ คือ ความโลภ ความโกรธ และความหลง แลก็เพราะความโลภ ความโกรธ และความหลงนี่เอง ที่ผลักดันให้มนุษย์ทำชั่ว นานาประการ The central teaching of Buddhism is the purification of the mind. This is not taught by any other religion. According to Buddhism, the human mind is impure by nature as it is defiled by greed, anger, and delusion. It is these three defilements which cause human being to commit all evil deeds. p 3 เราคงจะได้เคยเห็นกันมาหลายต่อหลายครั้งแล้วว่า คนที่โกรธคนเกือบจะไม่เป็นนั้น บางครั้งก็ได้แสดงความโกรธออกมาจนถึงขีดที่ฆ่าคนได้โดยไม่รู้สึกตัว หรือบางคนเป็นคนซื่อสัตว์สุจริตอย่างยิ่ง แต่แล้วในวันใดวันหนึ่ง ก็กลายเป็นผู้ที่ยักยอกทรัพย์จำนวนมหาศาล หรือบางครั้ง ผู้ที่เป็นที่เคารพเลื่อมใสของคนจำนวนมาก ได้กลายเป็นผู้ประพฤติผิดศีลธรรมด้วยความลุ่มหลง อย่างน่าละอาย เรื่องเช่นนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นเลย แต่มันก็เกิดขึ้นมาแล้วมากต่อมาก และก็คงจะเกิดขึ้นเรื่อยๆไป We have seen many times that people who otherwise seem incapable of anger can at times be so angrey that they can kill another person, because they cannot control themselves. Sometimes we are surprised by a very honest person who cheats to acquire a fortune. On occasion a highly respected person engages in shameful, immoral actions because of delusion. These events should not take place; yet they do and shall continue to increase. p 4 ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ความโลภ ความโกรธ และความหลง เป็นของเร่าร้อนเปรียบเหมือนไฟ 3 กอง ที่คุกรุ่นอยู่ภายใน เมื่อยังไม่มีเชื้อล่อมันก็ยังไม่ลุกออกมาให้ปรากฏ เมื่อถูกเชื้อล่ออันเหมาะมันก็จะลุกโพลงออกมาให้เห็นทันที การศึกษา อบรมหรือธรรมชาติแห่งจิต ไม่สามารถจะช่วยอะไรได้เลย ทั้งนี้ก็เพราะ ความโลภ ความโกรธ และความหลง มีกำลังเหนือกว่านั่นเอง This is because greed, anger, and delusion are like three weak fires within us. As long as there is no fuel, the fires do not spark and thus cannot be seen. However, when the right fuel appears, the fires flare and burn quickly. Education, teaching, and the nature of the mind are helpless in this situation because greed, anger, and delusion are more powerful. p 5 การสอนให้ทำความดี และละเว้นความชั่วของศาสดาทางศาสนานั้น ย่อมจูงใจมนุษย์ปฎิบัติตามได้ก็จริง แต่ก็หามีอำนาจที่จะจูงใจให้มนุษย์ปฎิบัติตามได้ตลอดไปไม่ เพราะมนุษย์ยังมีจิตใจไม่บริสุทธิ์ ยังมีกิเลสเกรอะกรังอยู่ในดวงจิต เมื่อถูกเชื้อล่ออันเหมาะสม เขาก็ต้องทำชั่วขึ้นมาอีก ดังนั้นความชั่วจึงยังมีอยู่ทั่วไปในโลก จนตราบเท่าทุกวันนี้ Each religion can convince people to follow its teaching of doing good and refraining from evils, but it cannot persuade people to practice this teaching permanently. The reason is that the human mind, being defiled, is impure and capable of evil deeds as soon as it is tempted. In this way, evils have existed everywhere in the world up to the present. p 6 ด้วยเหตุนี้เอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทรงเห็นว่า การที่จะไม่ให้มนุษย์ทำชั่วได้อย่างแท้จริงนั้น จะต้องให้มนุษย์ชำระจิตให้บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสเสียก่อน เมื่อจิตของเขาบริสุทธิ์แล้ว เขาก็จะไม่ทำความชั่ว จะทำแต่ความดี เพราะมูลเหตุที่จะให้ทำความชั่วคือกิเลสได้หมดไปเสียแล้ว ดังนั้น "จิต" จึงเป็นสมบัติอันล้ำค่าของมนุษย์ Thus Lord Buddha concluded that to prevent human beings from doing evil deeds requires the purification of the mind. A person whose mind has been purified with not commit any sin since the cause of evil, or defilements, has been eliminated. Thus the mind is an invaluable treasure. p 7 การชำระจิตให้บริสุทธิ์ ตามวิธีปฏิบัติที่สมเด็จพระสัมมาสัมพทุธเจ้าทรงวางไว้เรียกว่า "กรรมฐาน" กรรมฐานในพระพุทธศาสนามีสองอย่าง คือ สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน กรรมฐานทั้งสองอย่างนี้ มีวิธีปฏิบัติผิดแผกแตกต่างกัน และมีผลต่างกันมาก คือ สมถกรรมฐาน มุ่งเอาความสงบที่เป็นโลกียะ คือ ความสงบในโลก โดยมุ่งเอาฌาน เพื่อให้ได้ โลกียอภิญญา อันมีพรหมภูมิเป็นที่สุด วิปัสสนากรรมฐาน มุ่งเอาความสงบที่เป็นโลกุตตระ คือความสงบที่พ้นจากโลก อันมีพระนิพพานเป็นที่สุด Lord Buddha taught people to purify the mind through meditation. There are two kinds of meditation which differ in both method and result. Samatha - or tranquility meditation aims at worldly calmness and superhuman knowledge. Vipassana or insight meditation aims at supra mundane peace with nibbana as its goal. p 8 | |||||||||||||||||||||||
| หมวด ตน ตนเตือนตนได้ใครจะเหมือน ตนเตือนตนไม่ได้ใครจะเตือน | ||||||||||||||||||||||||
|
อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ โก หิ นาโถ ปโร สิยา อตฺตนา หิ สุทนฺเตน นาถํ ลภติ ทุลฺลภํ . . . ฯ ๑๖๐ ฯ เราต้องพึ่งตัวเราเอง คนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้ บุคคลผู้ฝึกตนดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งที่ได้แสนยาก Oneself indeed is master of oneself, Who else could other master be? With oneself perfectly trained, One obtains a refuge hard to gain. อตฺตนา ว กตํ ปาปํ อตฺตนา สงฺกิลิสฺสติ อตฺตนา อกตํ ปาปํ อตฺตนา ว วิสุชฺฌติ สุทฺธิ อสุทฺธิ ปจฺจตฺตํ นาญโญ อญญํ วิโสธเย . . . ฯ ๑๖๕ ฯ ตนทำบาปเอง ตนก็เศร้าหมองเอง ตนไม่ทำบาป ตนก็บริสุทธิ์เอง ความบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์เป็นของเฉพาะตน คนอื่นจะให้คนอื่นบริสุทธิ์แทนไม่ได้ By oneself is evil done, By oneself does one get defiled. By oneself is evil left undone, By oneself is one purified. Purity or impurity depends on oneself, No one can purify another. กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิลาโภถ กิจฺฉํ มจฺจาน ชีวิตํถ กิจฺฉํ สทฺธมฺมสฺสวนํถ กิจโฉ พุทธฺานมุปฺปาโท . . . ฯ ๑๘๒ ฯถ การเกิดเป็นมนุษย์ ได้มาโดยยากถ ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย เป็นอยู่ลำบากถ การฟังธรรมของสัตบุรุษ หาได้ยากถ การเกิดขึ้น แห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย หาได้ยากถ Hard is it to be born as a man,ถ Hard is the life of immortals,ถ Hard is it to hear the Truth Sublime,ถ Hard as well is the Buddha's rise.ถ | |||||||||||||||||||||||
| หมวด สัจจธรรมแห่งชีวิต | ||||||||||||||||||||||||
อาโรคฺยปรมา ลาภา | สนฺตุฏฺฐีปรมํ ธนํ วิสฺสาสปรมา ญาติ นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ . . . ฯ ๒๐๔ ฯ ความไม่มีโรค เป็นลาภอย่างยิ่ง ความรู้จักพอ เป็นทรัพย์อย่างยิ่ง ความไว้วางใจกัน เป็นญาติอย่างยิ่ง พระนิพพาน เป็นสุขอย่างยิ่ง Hedlth is the highest gain, Contentment is the greatest wealth, Trustful are the best kinsmen, Nibbana is the highest bliss. มา ปิเยหิ สมาคญฺฉิ อปฺปิเยหิ กุทาจนํ ปิยานํ อทสฺสนํ ทุกขํ อปฺปิยานญฺจ ทสฺสนํ . . . ฯ ๒๑๐ ฯ อย่าติดอยู่ในสิ่งที่เรารัก หรือไม่รัก การพลักพรากจากสิ่งที่เรารัก เป็นทุกข์ การพบเห็นแต่สิ่งที่ไม่รัก ก็เป็นทุกข์ Be not attached to the beloved And never with the unbeloved. Not to meet the beloved is painful As also to meet with the unbeloved. ตสฺมา ปิยํ กยิราถ ปิยาปาโย หิ ปาปโก คนฺถา เตสํ น วิชฺชนฺติ เยสํ นตฺถิ ปิยาปิยํ . . . ฯ ๒๑๑ ฯ เพราะฉะนั้น ไม่ควรรักสิ่งใด เพราะพลัดพรากจากของรัก เป็นทุกข์ ผู้ที่หมดความรักและความไม่รักแล้ว เครื่องผูกพัน ก็พลอยหมดไปด้วย Therefore hold nothing dear, For separation from the beloved is painful. There are no bonds for those To whom nothing is dear or not dear. สาระธรรมแห่งพระพุทธพจน์ (๑)ถ บูชาธรรมโดย ธเนศ อุ่นศิริ นบ.ถ คราวเมื่อพระพุทธองค์อรงปลงพระชนมายุสังขารพระพุทธองค์เสด็จมาถึงปาวาลเจดีย์ประทับภาใต้ต้นไม้ซึ่งมีเงา ครึ้มต้นหนึ่งทรงตรัสกับพระอานนท์ "ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลใดมีพื้นฐานเป็นที่รอบรับคุณอันยิ่งใหญ่ประหนึ่งแผ่นดินเป็นที่รอบรับและตั้งลงแห่งสิ่งทั้งหลายทั้งที่มี ชีพและหาชีพมิได้ เป็นต้นว่าพฤกษาลดาวัลย์ มหาสิงขรและสัตว์จตุบททวิบาทนานาชนิด บุคคลผู้มีศีลเป็นพื้นใจย่อมอยู่สบาย มีความปลอดโปร่งเหมือนเรือนที่มีบุคคลปัดกวาดเช็ดถูเรียบร้อยปราศจากเรือดและฝุ่นเป็นที่รบกวน" "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ศีลนี้เองเป็นพื้นฐานให้เกิดสมาธิคือความสงบใจ สมาธิที่มีศีลเป็นเบื้องต้น เป็นสมาธิที่มีผลมากมีอานิสงส์มาก บุคคลผู้มีสมาธิย่อมอยู่อย่างสงบ เหมือนเรือนที่มีฝาผนัง มีประตูหน้าต่างปิดเปิดได้เรียบร้อย มีหลังคาสำหรับป้องกันลมแดด และฝน ผู้อยู่ในเรือนเช่นนี้ฝนตกก็ไม่เปียก เหมือนบุคคลผู้มีกำลังจับศาสตราอันคมกริบแล้วถาวป่าให้โล่งเตียนก็ปานกัน" "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ปัญญาซึ่งมีสมาธิเป็นรากฐานนั้นย่อมปรากฎดุจไฟดวงใหญ่กำจัดความมืดให้ปลาสนาการ มีแสงสว่างรุ่งเรืองอำไพ ขับฝุ่นละอองคือกิเลสให้ปลิวหาย ปัญญาจึงเป็นประดุจประทีปแห่งดวงใจ" "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วจากอาสวะย่อมพบกับปิติปราโมทย์ อันใหญ่หลวงรู้สึกตนว่าได้พบขุมทรัพย์มหุมาหาอะไรเปรียบมิได้ อิ่มอาบซาบซ่านด้วยธรรม ตนของตนเองนั่นแลเป็นผู้รู้ว่า บัดนี้กิเลสานุสัยต่าง ๆ ได้สิ้นไปแล้ว ภพใหม่ไม่มีอีกแล้วเหมือนบุคคลผู้ตัดแขนขาด ย่อมรู้ด้วยตนเองว่าบัดนี้แขนของตนได้ ขาดแล้ว " "ดูกรภิกษูทั้งหลาย ! บรรดาทางทั้งหลาย มรรคมีองค์แปด ประเสริฐที่สุด บรรดาบททั้งหลาย บทสี่คืออริยสัจประเสริฐที่สุด บรรดาธรรมทั้งหลาย วิราคะ คือ การปราศจากความกำหนัดยินดีประเสริฐที่สุด บรรดาสัตว์สองเท้าพระตถาคตเจ้าผู้มีจักษุประเสริฐที่สุด มรรคมีองค์แปดนี่แลเป็นไปเพื่อทรรศนะอันบริสุทธิ์ หาใช่ทางอื่นไม่ เธอทั้งหลายจงเดินไปตามทางมรรคมีองค์แปดนี้ อันเป็นทางที่ทำมารให้หลงติดตามมิได้ เธอทั้งหลายจงตั้งใจปฏิบัติ เพื่อทำทุกข์ให้สิ้นไป ความเพียรพยายามเธอทั้งหลาย ต้องทำเองตถาคตเป็นเพียงผู้บอกทางเท่านั้น เมื่อปฏิบัติดังนี้ พวกเธอจักพ้นจากมารและบ่วงแห่งมาร" "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ความทุกข์ทั้งมวลมีมูลรากมาจากตัณหา อุปาทาน ความทะยานอยากดิ้นรน และความยึดมั่น ถือมั่นว่าเป็นเราเป็นของเรา รวมถึงความเพลินใจในอารมณ์ต่าง ๆ สิ่งที่เข้าไปเกาะเกี่ยวยึดถือไว้โดยความเป็นตนเป็นของตนที่จะไม่ก่อทุกข์ก่อโทษให้นั่นเป็นไม่มี หาไม่ได้ในโลกนี้ เมื่อใดบุคคลมาเห็นสักแต่ว่าได้เห็น ฟักสักแต่ว่าได้ฟัง รู้สักแต่ว่าได้รู้ เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ เพียงสักว่า ๆ ไม่หลงใหลพัวพันมัวเมา เมื่อนั่นจิตก็จะว่างจากความยึดถือต่าง ๆ ปลอดโปร่งแจ่มในเบิกบานอยู่" "ดูกรภิกษุทั้งหลาย !เธอจงมองดูโลกนี้โดยความเป็นของว่างเปล่า มีสติอยู่ทุกเมื่อ ถอนอัตตานุทิฏฐิ คือความยึดมั่น ถือมั่นเรื่องตัวตนเสีย ด้วยประการฉะนี้ เธอจะเบาสบายคลบายทุกข์คลายกังวล ไม่มีความสุขใดยิ่งไปกว่าการปล่อยวางและการสำรวม ตนอยู่ในธรรม" *ไม่มีความสุขใดเสมอด้วยความสงบความสุขชนิดนี้สามารถหาได้ในตัวเรานี้เอง ตราบใดที่มนุษย์ยังวิ่ง วุ่นแสวงหาความสุขโดยปล่อยใจให้ไหลเลื่อนไปตามอารมณ์ที่ปรารถนานั่น เป็นการลงทุนที่มีผลไม่คุ้มเหนื่อย เหมือนบุคคล ลงทุนวิดน้ำในบึงใหญ่เพื่อต้องการปลาเล็ก ๆ เพียงตัวเดียว มนุษย์ส่วนใหญ่มัววุ่นวายอยู่กับเรื่องกาม เรื่องกิน และเรื่องเกียรติ จนลืมนึกถึงสิ่งหนึ่ง ซึ่งสามารถให้ความสุขแก่ตนได้ทุกเวลา สิ่งนั่นคือ ดวงจิตที่ผ่องแผ้ว เรื่องกามเป็นเรื่องที่ต้องดิ้นรน เรื่องกินเป็นเรื่องที่ต้องแสวงหา และเรื่องเกียรติเป็นเรื่องที่ต้องแบกไว้เมื่อมีเกียรติมากขึ้นภาระที่จะต้องแบกเกียรติเป็นเรื่องใหญ่ ยุ่งของมนุษย์ผู้หลงตนว่าเจริญแล้ว ในหมู่ชนที่เพ่งมองแต่ความเจริญทางด้านวัตถุนั่น จิตใจของเขาเร่าร้อนอยู่ตลอดเวลาไม่เคยประสบความสงบเย็นเลย เขายินดีที่จะมอบตัวให้จมอยู่ในคาวของโลกอย่างหลับหู หลับตา เขาพากันบ่นว่าหนักและเหน็ดเหนื่อย พร้อม ๆ กันนั่นเขาได้แบกก้อนหินวิ่งไปบนถนนแห่งชีวิตอย่างไม่รู้จักวาง" คนในโลกส่วนใหญ่เต็มไปด้วยความกลับกลอกและหลอกลวงหาความจริงไม่ค่อยได้ แม้แต่ในการนับถือ ศาสนา ด้วยอาการดังกล่าวนี้ โลกจึงเป็นเสมือนระงมอยู่ด้วยพิษไข้อันเรื้อรังตลอดเวลา ภายในอาคารมหาประดุจปราสาทแห่งกษัตริย์ มีลมพัดเย็นสบาย แต่สถานที่เหล่านั่น มักบรรจุเต็มไปด้วยคนซึ่งมีจิตใจเร่าร้อนเป็นไฟอยู่เป็นอันมาก ภาวะอย่างนั่นจะมีความสุข สู้ผู้มีใจสงบอยู่โคนไม้ได้อย่างไร" การแสวงหาทางออกอย่างพวกเธอนี้เป็นเรื่องประเสริฐแท้ การแก่งแย่งกันเป็นใหญ่เป็นโตนั่น ในที่สุดทุกคนก็รู้เองว่าเหมือนแย่งกันเข้าไปสู่กองไฟ มีแต่ความรุ่มร้อนกระวนกระวาย เสนาบดีดื่มน้ำด้วยภาชนะทองคำกับคนจน ๆ ดื่มน้ำด้วยภาชนะที่ทำด้วยกะลามะพร้าว เมื่อมีความพอใจย่อมมีความสุขเท่ากัน นี่เป็นข้อยืนยันว่า ความสุขนั่นอยู่ที่ความรู้สึก ทางใจเป็นสำคัญ อย่างพวกเธออยู่ที่นี่มีแต่ความพอใจ แม้กระท่อมจะมุงด้วยใบไม้ ก็มีความสุขกว่าอยู่ในพระราชฐานอันโอ่อ่า แน่นอนทีเดียวคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตนั่นมิใช่คนใหญ่คนโต แต่เป็นคนที่รู้สึกว่าชีวิตของตนมีความสุข สงบเยือกเย็น ปราศจากความเร่าร้อนกระวนกระวาย" "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ลาภและยศนั่นเป็นเหยื่อของโลกที่น้อยคนนักจะสละและวางได้ จึงแย่งลาภแย่งยศกันอยู่เสมอเหล่าปลาที่แย่งเหยื่อ กันกิน แต่หารู้ไม่ว่าเหยื่อนั่นมีเบ็ดเกี่ยวอยู่ด้วย หรือเหล่าไก่ที่แย่งไส้เดือนกัน จิกตีกัน ทำลายกันจนพินาศกันไปทั้งสองฝ่าย น่าสังเวชสลดจิตยิ่งนัก ถ้ามนุษย์ในโลกนี้ลดความโลภลงมีการเผื่อแผ่เจือจานโอบอ้อมอารี ถ้าเขาลดโทสะลง มีความเห็นอก เห็นใจกันมีเมตตากรุณาต่อกันและลดโมหะลง ไม่หลงงมงาย ใช้เหตุผลในการตัดสินปัญหาและดำเนินชีวิต โลกนี้จะน่าอยู่อีกมาก แต่ช่างเขาเถิด หน้าที่โดยตรงและเร่งด่วนของเธอคือลดความโลก ความโกรธ และความหลงของเธอเองให้น้อยลง แล้วจะประสบความสุขความเยือกเย็น ขึ้นมาก เหมือนคนลดไข้ได้มากเท่าใด ความสบายกายก็มีมากขึ้นเท่านั่น " ทำไมมนุษย์จึงยอมตัวอยู่ภายใต้การจองจำของสังคม ซึ่งมีแต่ความหลอกหลอน สับปรับและแปรผัน ทำไมมนุษย์จึงยอมตัวเป็นทาสของสังคมจนแทบจะกระดิกกระเดี้ยตัวมิได้ จะทำอะไร จะคิดอะไร ก็ต้องคำนึงถึงความรู้สึกของสังคมไปเสียหมด สังคมจึงกลายเป็นเครื่องจองจำชีวิตที่มนุษย์ซึ่งสำคัญตัวว่าเจริญแล้วช่วยกันสร้างขึ้น เพื่อผูกมัดตัวเองให้อึดอัดรำคาญ มนุษย์ยิ่งเจริญขึ้นก็ดูเหมือนจะมีเสรีภาพน้อยลงทั้งทางกายและทางใจ ดู ๆ แล้วความสะดวกสบายและเสรีภาพของมนุษย์จะสู้สัตว์เดรัจฉานบางประเภทไม่ได้ที่มันมีเสรีภาพที่จะทำอะไรตามใจชอบอยู่เสมอ ดูอย่างเช่น ฝูงวิหคนกกามนุษย์เราเจริญกว่าสัตว์ตามที่มนุษย์เราเองชอบพูดกัน แต่ดูเหมือนพวกเราจะมีความสุขน้อยกว่าสัตว์ ภาระใหญ่ที่ต้องแบกไว้คือ เรื่องกาม เรื่องกินและเรื่องเกียรติ มันเป็นภาระหนักยิ่งของมนุษยชาติสัตว์เดรัจฉานตัดไปได้ อย่างหนึ่งคือเรื่องเกียรติ คงเหลือแต่เรื่องกามและเรื่องกิน นักพรตอย่างพวกเธอนี้ตัดไปได้อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องกามคงเหลือแต่เรื่องกิน อย่างเดียว ปลดภาระไปได้อีกมาก แต่การกินอย่างนักพรต กับการกินของผู้บริโภคกามก็ดูเหมือนจะบริโภคแตกต่างกันอยู่ ผู้บริโภคกามและยังหนาแน่นอยู่ด้วยโลกีย์วิสัย บริโภคเพื่อยุกามให้กำเริบ จะต้องกินอย่างมีเกียรติ กินให้สมเกียรติ มิใช่กินเพียงเพื่อให้ร่างกายนี้ดำรงอยู่ได้อย่างสมณะ ความจริงร่างกายคนเรามิได้ต้องการอาหารอะไรมากนัก เมื่อหิวร่างกายก็ต้องการอาหารเพียงเพื่อบำบัดความหิวเท่านั่น แต่เมื่อมีเกียรติเข้ามาบวกด้วย จึงกลายเป็นเรื่องกินอย่างเกียรติยศและแล้วก็มีภาระตามมาอย่างหนักหน่วง คนจำนวนมากเบื่อเรื่องนี้ แต่จำต้องทำเหมือนโคหรือควายซึ่งเหนื่อยหน่ายต่อแอกและไถ แต่จำใจต้องลากมันไป ลากมันไป อนิจจา " "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! การครองเรือนเป็นเรื่องยาก เรือนที่ครองไม่ดี ย่อมก่อทุกข์ให้มากหลาย การอยู่ร่วมกับคนพาลเป็นความทุกข์อย่างยิ่ง" "ภิกษุทั้งหลาย ! เครื่องจองจำที่ทำด้วยเชือก เหล็กหรือโซ่ตรวนใด ๆ เราไม่กล่าวว่าเป็นเครื่องจองจำที่แข็งแรงทนทานเลย แต่เครื่องจองจำคือ บุตร ภรรยา ทรัพย์สมบัตินี่แลตรึงรัดมัดผูกสัตว์ทั้งหลายให้ติดอยู่ในภพอันไม่มีที่สิ้นสุดเครื่องผูกที่ผูกหย่อน ๆ แต่แก้ได้ยาก คือ บุตร ภรรยา และทรัพย์สมบัตินี้เอง รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะนั่นเป็นเหยื่อของโลก เมื่อบุคคลยังติดอยู่ในรูปเป็นต้นนั่น เขาจะพ้นจากโลกมิได้เลย ไม่มีรูปใดที่จะรัดตรึงใจของบุรุษได้มากเท่ารูปแห่งสตรี" "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ผู้ยังตัดอาลัยในสตรีไม่ได้ ย่อมจะต้องเวียนเกิด เวียนตายอยู่ร่ำไป แม้สตรีก็เช่นเดียวกัน ถ้ายังตัดอาลัยใน บุรุษไม่ได้ ย่อมประสบทุกข์บ่อย ๆ กิเลสนั่นมีอำนาจควบคุมอยู่โดยทั่วไม่เลือกว่าในวัยใด และเพศใด" "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! มนุษย์ผู้หลงใหลอยู่ในโลกียารมณ์ ผู้เพลินอยู่ในความบันเทิงสุขอันสืบเนื่องมาจากความมึนเมาในทรัพย์สมบัติชาติ ตระกูล ความหรูหราฟุ่มเฟือย ยศศักดิ์และเกียรติอันจอมปลอมในสังคม ที่อยุ่อาศัยอันสวยงาม อาหารและเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ต้องใส่ อำนาจและความทะนงตน ทั้งหมดนี้ทำให้บุคคลมีนัยน์ตาฝ้าฟาง มองไม่เห็นความงามแห่งพระสัทธรรม ความเมาในอำนาจเป็นแรงผลักดันที่มีพลังมากพอให้คนทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้มีอำนาจยิ่งขึ้น พร้อม ๆ กันนั่นมันทำให้เขาลืมทุกสิ่ง ทุกอย่าง ไม่แยแสต่อเสียงเรียกร้องของศีลธรรมหรือมโนธรรมใด ๆ มันค่อย ๆ ระบายจิตใจของเขาให้ดำมืดไปทีละน้อย ๆ จนเป็นสีหมึก ไม่อาจมองเห็นอะไร ๆ ได้อีกเลย หัวใจที่เร่าร้อนอยู่แล้วของเขา ถูกเร่งเร้าให้เร่าร้อนมากขึ้นด้วยความทะยานอยากอันไม่มีของเขต ไม่ทราบว่าจะไปสิ้นสุดลงที่ตรงไหน วัตถุอันวิจิตรตระการตานั่นช่วยเป็นเชื้อให้ความทะยานอยากโหมแรง กลายเป็นว่ายิ่งมีมาก ยิ่งอยากใหญ่ แม้จะมีเสียงเตือน และเรียกร้องอยู่ตลอดเวลาว่า ศีลธรรมเป็นเครื่องค้ำจุนสังคม และคุ้มครองโลก แต่บุคคลผู้รับรู้และพยายามประคับประคองศีลธรรมมีน้อยเกินไป สังคมมนุษย์จึงวุ่นวายและกรอบเกรียมอย่างน่าวิตก" "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! กลิ่นดอกไม้กลิ่นจันทน์ไม่สามารถหอมหวนทวนลมได้ แต่กลิ่นแห่งเกียรติคุณความดีงามของ สัตบุรุษนั่นแลสามารถจะหอมไปได้ทั้งตามลมและทวนลมคนดีย่อมมีเกียรติคุณ ฟุ้งขจรไปได้ทั่วทุกทิศ กลิ่นจันทร์แดง กลิ่นอุบล กลิ่นดอกมะลิ จัดว่าเป็นดอกไม้กลิ่นหอม แต่ยังสู้กลิ่นศีลไม่ได้ กลิ่นศีลยอดเยี่ยมกว่ากลิ่นทั้งมวล ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าภิกษุหวังจะให้เป็นที่รักที่เคารพนับถือ เป็นที่ยกย่องของเพื่อนพรหมจารีแล้ว พึงเป็นผู้ทำตนให้สมบูรณ์ด้วยศีลเถิด" "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ผู้ตื่นอยู่มิได้หลับเลย ย่อมรู้สึกว่าราตรีหนึ่งยาวนาน ผู้ที่เดินทางจนเมื่อยล้าแล้ว ย่อมรู้สึกว่าโยชน์หนึ่งเป็นหนทาง ที่ยึดยาว แต่สังสารวัฏฏ์คือการเวียนเกิดเวียนตายของสัตว์ผู้ไม่รู้พระสัทธรรม ยังยาวนานกว่านั้น" "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! สังสารวัฏฏนี้หาเบื้องต้นเบื้องปลายได้โดยยาก สัตว์ที่พอใจในการเกิดย่อมเกิดบ่อย ๆ และ การเกิดใดนั่นตถาคตกล่าวว่าเป็นความทุกข์ เพราะสิ่งที่ติดตามความเกิดมาก็คือความแก่ชรา ความเจ็บปวดทรมานและความตาย ความต้องพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ความต้องประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก ความแห้งใจ ความคร่ำครวญ ความทุกข์กาย ทุกข์ใจและความคับแค้นใจ อุปมาเหมือนเห็ดซึ่งโผล่ขึ้นจากดินและนำดินติดขึ้นมาด้วย หรืออุปมาเหมือนโคซึ่งเทียมเกวียนแล้ว จะเดินไปไหนก็มีเกวียนติดตามไปทุกหนทุกแห่ง สัตว์โลกเมื่อเกิดมาก็นำทุกข์ประจำสังขารติดมาด้วย ตราบใดที่เขายังไม่สลัดความพอใจในสังขารออก ความทุกข์ก็ย่อมติดตามไปเสมอ เหมือนโคที่ยังมีแอกเกวียนครอบคออยู่ ล้อเกวียนย่อมติดตามไปทุกฝีก้าว" "ดุกรภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อรากยังมั่นคง แม้ต้นไม้จะถูกตัดแล้ว มักก็สามารถขึ้นได้อีก ฉันเดียวกันเมื่อบุคคลยังไม่ถอนตัณหานุสัยขึ้นเสีย จากดวงจิต ความทุกข์ก็เกิดขึ้นอีกแน่ๆ ภิกษุทั้งหลาย !น้ำตาของสัตว์ที่ต้องร้องไห้เพราะความทุกข์โทมนัสทับถมใน ขณะที่ท่องเที่ยวอยู่ในวัฏฏ์สงสารนี้มีจำนวนมากเหลือคณาสุดที่จะกล่าวได้ว่ามีประมาณเท่านั่นเท่านี้ กระดูกที่เขาทอดทิ้งลงทับถมปฐพีเล่า ถ้านำมากองรวมกันไม่ให้กระจัดกระจาย คงจะสูงเท่าภูเขา บนพื้นแผ่นดินนี้ไม่มีช่องว่างเลย แม้แต่นิดเดียวที่สัตว์ไม่เคยตาย ปฐพีนี้เกลื่นกล่นไปด้วยสัตว์ที่ตายแล้วตายเล่า เป็นที่น่าสังเวชสลดจิตยิ่งนัก ทุกย่างก้าวของมนุษย์และสัตว์เหยียบย่ำบนกองกระดูก นอนอยู่บนกองกระดูก นั่งอยู่บนกองกระดูก สนุกสนาน เพลิดเพลินอยู่บนกองกระดูกทั้งสิ้น" "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ไม่ว่าภพไหน ๆ ล้วนแต่มีลักษณะเหมือนกองเพลิงทั้งสิ้น สัตว์ทั้งหลายดิ้นรนอยู่ในกองเพลิงคือทุกข์เหมือนเตาอันเขาโยนลงไปแล้วในกองไฟใหญ่ฉะนั่น " "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ทางสองสายคือกามสุขัลลิกานุโยคการหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุขสายหนึ่ง และอัตตกิลมถานุโยค การทรมานกายให้ลำบากเปล่าสายหนึ่ง อันผู้หวังความ เจริญในธรรมพึงละเว้นเสีย ควรเดินตามทางสายกลาง คือ เดินตามอริยมรรคมีองค์แปด คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดชอบ การทำชอบ การประกอบอาชีพในทางสุจริต ความพยายามในทางที่ชอบ การตั้งสติชอบและการทำสมาธิชอบ" "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ความทุกข์เป็นความจริงประการหนึ่งที่ชีวิตทุกชีวิตจะต้องประสบไม่มากก็น้อย ความทุกข์ที่กล่าวนี้มี อะไรบ้าง ? ภิกษุทั้งหลาย ! ความเกิดเป็นความทุกข์ ความแก่ความเจ็บ ความตายก็เป็นความทุกข์ ความแห้งใจหรือความโศก ความพิไรรำพันจนน้ำตานองหน้า ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ ความพลัดพรากจากบุคคลหรือสิ่งของอันเป็นที่รัก ความต้องประสบกับบุคคลหรือสิ่งของอันไม่เป็นที่พอใจ ปรารถนาอะไรมิได้ดังใจหมาย ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความทุกข์ที่บุคคลต้อง ประสบทั้งสิ้น เมื่อกล่าวโดยสรุป การยึดมั่นในขันธ์ห้าด้วยตัณหาอุปาทานนั่นเอง เป็นความทุกข์อันยิ่งใหญ่" บูชาธรรมโดย ธเนศ อุ่นศิริ นบ. ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี
|
Favourite links
|
|
| ||||||||||||||||||||
|
This page has been visited
|